posted on 20 Jun 2009 16:51 by javawork
ทำงานได้ ห้าวันละ เหอะๆ ใกล้จะเข้าที่เข้าทางแล้วละ
ยังต้องปรับตัวกับงานนิดหน่อย เหอะๆ ไม่มีอะไร หนักหนา สาหัดเลย
ทำไปก่อนเดี๋ยว ให้อะไรเข้าที่เข้าทาง แล้วจะทำอะไรต่อไป ค่อยว่าอีกที
อยากอยู่เชียงใหม่ แต่ได้ตังน้อยไปหน่อย ความจริงก็ไม่ได้คิดอะไรมากเรื่องนี้หรอก
ติดอยู่ที่ว่าต้องส่งให้แม่ อะเนอะ ถ้าแค่ตัวเราก็ไม่ค่อยจะเท่าไหร่ อยู่ไหนก็ได้
ขอให้ สบายใจ มาอยู่ กทม ก็ต้องลำบาก ไปตามเรื่อง คงจะหาเวลากลับไป
เชียงใหม่ ไปปฏิบัีติธรรม เพราะยังทำไม่จบ ยังไม่จบหลักสูตร ยังไง ก็ต้องหา
เวลาไป คิดถึุงทุกๆ คน เสมอ ไม่ว่าร้ายดีหรือยังไง ก็รักทุกๆ คนแหละคับ
posted on 27 May 2009 20:44 by javawork in tamma
มีอะไรอีกมากมายที่เรายังไม่รู้
สิ่งที่ผมไปปฏิบัติมาเป็นสิ่งที่ดี
ไม่ค่อยมีเวลามากเลยไปแค่เจ็ดวันแต่คงจะหาโอกาสไปอีกแน่นอน
วัดร่ำเปิง จะสอน การปฏิบัติในแนว มหาสติปัฎฐาน 4
กาย เวทนา จิตร ธรรม
เป็นวิปัสนากรรมฐาน
ก็จะใช้การทำสมาธิไปด้วยและวิปัสนาไปพร้อมๆ กันทำให้สามารถที่จะเห็นผลการปฏิบัติได้เร็ว
ใช้การเดินจงกรมหรือกายานุสติกรรมฐานเป็นกำลังในการไปนั่งสมาธิและวิปํสนา
โดยเขาจะให้เดินจงกรมก่อนแล้วค่อยให้ไปนั่ง
ช่วงที่ไปแรกๆ จะให้เวลาในการปฏิบัติอย่างละ 15 นาทีแล้วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆและก็เพิ่มเวลาในการปฏิบัติค่อยๆ เยอะขึ้น
ช่วงแรกก็จะ 6 ชั่งโมงต่อวัน จากนั้นค่อยๆ เพิ่มขึ้นในวันต่อไป
วันนี้ยังเล่าได้แค่นี้นะคับ
posted on 25 Mar 2009 09:40 by javawork in Java
คงจะเป็นที่รู้จักกันในหมู่นักเขียนโปรแกรม ภาษาจาวา ว่าการที่เราจะทำ รายงานจากฐานข้อมูล
ก็จะใช้ ireport กัน ผมก็ใช้อยู่เหมื่อนกันคับผมจำได้ว่าครั้งแรก ผมทำมันไม่อยากเลยที่จะทำแ่ค่สร้าง
ใน Ireport เราก็จะได้ไฟร์ .jrxml และก็นำไฟร์นี้ไป รันกับ jsp ที่เราเขียนโปรแกมขึ้นมา เราก็จัด library
ให้กับ เว็บแอพพลิเคชั่น ของเรา เพื่อให้ ireportทำงาน แต่วันนี้ผมก็ไปโหลด มาทำเหมื่อนเดิมแต่เวอร์ชั่น
มันเปลี่ยนไปเท่านั้นเองแหละคับ มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย error ไม่มีที่ิสิ้นสุด คับ ผมจำได้ว่าทำง่ายมากแต่
ผมก็ถามตัวเองว่าเราทำผิดตรงไหน ไป ก็นั่งหาที่ผิด ก็ไม่มี และแล้วผมก็ลองคิดว่าจะลองเปลี่ยน library
โดยลดเวอร์ชั่นปัจจุบันลงมา ผมลดเวอร์ชั่นลงมา ก็เกิดเหตการปะลาดขึ้นคือ error เปลี่ยนไปคราวนี้เิริ่มแน่ใจ
แล้วละว่า jasper ต้องการอะไร ผมก็เลยทดลอง เปลี่ยนเวอร์ชั่นมาเรื่อยและก็มาเจอเวอร์ชั่นเก่าๆ ที่มันไม่ error
เลยละคับ เป็นอันว่าคงเป็นเหตผลทางธุรกิจที่ทำให้มัน error คับ
แต่ถ้าเป็นเรื่องความรัก ถ้ามีเรื่องธรุกิจคงจะไม่สนุกแน่ๆ คับ ไม่อยากให้ฐานะ ชั้นวรรณ และเงินมาเกี่ยวข้องกับ
ความรักเลย มันก็เหมื่อนเราเรียนโดยมุ่งที่จะเรียนรู้จริงๆ ไม่สนใจว่าจะได้คะแนนเท่าไหร่ ส่วนคะแนน นั้นเป็นแค่ผล
ที่ออกมา แต่สิ่งที่เราำได้คือความรู้ ไม่ใช่คะแนน หรือเกรด หรือปริญญาบัต หรือ อะไรที่มันจอมปลอม หลุดออกจาก
ระบบสังคมที่บีบ ที่ครอบงำความคิดให้อยู่ในระบบ ชั่นวรรณ ฐานะ คะแนน เกรด และ อะไรต่างๆ เสียทีแล้วจะรู้สึกสนุกเมื่อคุณได้คิดอย่่างไร้ขอบเขต
posted on 09 Mar 2009 12:38 by javawork in tamma
ตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบันผม
ก็พบเพื่อนรักมาเสมอ แต่ทุกคนเหมื่อนจะถูกผมวิ่งออกห่างไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ประถม ผมก็มี
อยู่สองสามคน มาเรียนต่อ มัธยม ผมก็มีเพื่อนรัก อยู่สี่ห้าคน แต่ก็ไม่มีคนไหนที่จะเดินมากับผมเลย ผมวิ่งออกห่างพวกเขา เรื่อยๆ ในใจนั้นอยากให้เพื่อนมากับผม
จริง เพราะผมก็ดูแล้วว่าเขาก็มี สักยภาำพ พอๆ กันแต่ก็ต้องแยกกันอยู่ดี
มาเรียนปวช ก็เกิดสถานะการณ์นี้อีก ถึงแม้จะมีคนมาเรียน ปวส
กับผมด้วยหนึ่งคน แต่พอจะมาต่อ ป.ตรี เขากลับไม่มาด้วย
ผมก็ยังมาเจอเพื่อนอีกอะนะ ทั้งที่มาแค่คนเดียว อะนะ ในใจก็ยังหวัง
ว่าจะเจอคนที่จะไปทำงานด้วยกัน แต่ดูๆ แล้วเห็นว่าจะไม่มีอะนะ เส้นทางก็ยังอีกยาว ผมเดินตามเส้นทางที่เพื่อนๆ ไม่สามารถที่จะเดินมาด้วยได้เลย คับ ทุกวันนี้ก็ยังแปลกใจอยู่ อะนะ แต่คิดว่า คงเป็นเรื่องของ บุญ หรือเวรกรรมที่แต่ละคนมีไม่เหมื่อนกันอะนะ แต่ผมเลือกทำดีเสมอคับ
posted on 25 Feb 2009 16:20 by javawork in tamma
มันยากที่สุดแล้วละที่จะชนะ
ใจของตัวเอง เรามักคิดว่าเราถูกเสมอ เรามักเชื่อใจของตัวเอง เกินไป
มักมีเสียงในหัวที่มันดัง แต่ก็มีอะไรบางอย่างที่คอยที่จะรับฟังเสียงในใจ รู้มั้ยละคืออะไรที่ีรับฟัง นั้นคือ ตัวตน
แท้จริงนั้นเองแต่เหมื่อนถูกขังอยู่ใน อารมความคิดที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลานั้นเอง อารมและความคิดจะส่งเสียงดัง ขึ้นในใจให้เราต้องสับสนวุ่นวายกระวนกระวาย เพื่อตอบสนองความต้องการของมันนั้นเอง ทำยังไง จึงจะชนะมันได้ละ บางครั้งคิดว่าไม่อยากจะเขียนเรื่องนี้เลย แต่ไหนๆ ก็เขียนแล้วละนะจะเขียนใ้ห้มันจบเรื่องไปซะ ( เพราะก็อย่างที่คิดว่าบทความนี้ ต้องมีคนบอกว่าเราอวดอ้างตัวเองแต่ก็อยากจะให้คนที่ยังไม่มีประสบการณ์ที่ต้องควบคุมอารมได้อ่านก็เท่านั้นเอง ใครเก่งก็อย่าอ่านมันเลย ) ถ้าจะควบคุมมันก็ต้องรู้ทันมัน ซึ่งมันเร็วมากเราต้องรู้ก่อนความคิดที่มันจะเกิดขึ้นอีก อีกอย่างการคิดเชิงบวกเพื่อที่จะแก้ทางกับอารมที่มันเกิดขึ้น หากมีใครว่าเราให้เราคิดว่าเราแน่กว่าอีกที่ไม่อารมเสียให้คิดว่านั้นเจ๋งกว่าคำว่านั้นๆ คิดให้ชัดเจนว่าเหนือกว่า เพราะทั้งเราทั้งเขาต่างก็คิดว่าต่างฝ่ายต่างก็เก่งกันทั้ง ให้ยอมเสียและคิดว่าที่เรายอมเราควบคุมอารมได้เก่งกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง นั้นแหละเราได้ชนะใจเราแล้ว เพราะต่างฝ่ายก็ต่างอยากที่จะเอาชนะ หากจะโต้เุถียงว่าใครเก่งใครแน่ เห็นว่าจะไม่มีประโยชน์ บางที่คนเราที่คิดว่าเข้าใจในเรื่องนั้นแล้ว เขาอาจจะไม่เข้าใจจริงก็เป็นได้ เปรียบเสมือน ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เพราะยังมีความเข้าใจที่ลึกซึ้งกว่านั้นอีก มันคือความเข้าใจด้วยใจ บ้างครั้งมันไม่มีคำอธิบายใดๆ เลย เกิดจากเราได้รู้โดนไม่ได้ คิด หากจะทำได้ก็ต้องมีสมาธิอย่างมาก ( ใครไม่เชื่อก็ไม่ต้องเชื่อ เพราะไม่ได้อยากให้ใครเชื่อ ให้คุณลองทำ หรือ พิสูจน์ ถ้าคุณได้ทำและทดลอง อย่างถี่ถ้วนแล้วถึงจะมาวิจารคน อื่น อย่าบอกว่าไม่จำเป็นต้องลองละกันนะ ) เพราะทุกคนจะมีอีโก้ ที่คิดว่าตัวเองอยู่เหนือคนอื่นๆ แต่แท้จริงแล้ว แม้แต่ผู้เขียนเองก็ไม่รู้หรอกว่าคนอื่นนั้นเก่งกว่าตัวเอง มากๆ เลย เอาไว้จะเขียนต่อละกันนะคับ เพราะฉันเอาชนะใจฉันได้เนี่ยแหละ เลยไม่อาจคาดเดาใจฉันได้เลย แม้แต่ฉันเอง เพราะมันผลิกผันอยู่ตลอดเวลา
posted on 23 Feb 2009 08:40 by javawork in tamma
คนเรามักจบปรักกับอดีต และหวังในอนาคตซึ่งยังไม่มาถึง พยายามที่จะหนีจากปัจจุบันที่แท้จริง ซึ่งเรามีกันแค่ปัจจุบันเท่านั้นเองทุกอย่างนั้นว่างเปล่าโดนแท้จริง เราเหมื่อนอยู่ในละครที่ต้องเดินไปตามบทแห่งกรรม การที่จะเอาชนะกรรม หรือความรู้สึกไม่ดีนั้นทำได้ยาก แต่ก็มีวิธีที่จะทำให้เรารู้สึกสบายอยู่ทุกเวลาแห่งปัจจุบัน รู้ชัดทุกอะนูแห่งความรู้สึกทั้งกายและใจ ให้ชัดเจนว่าเรามีอยู่แค่ตอนนี้เวลาอื่นไม่ใช่ เวลาที่ผ่านมาไม่ใช่ เรามีแค่ตอนนี้วินาทีนี้ที่เรากำลังสัมผัสใันอยู่ หากรู้สึกไม่ดีให้ลองถามตัวเองดูว่า ตอนนี้ร่างกายรู้สึกยังไง ป่วยมั้ย อารมในใจเป็นอย่างไร ให้รู้ทันใจของตัวเอง หากคุณได้สัมผัสพลังแห่งปัจจุบันแ้ห่งตัวตน คุณจะไม่รู้สึกที่จะไม่กลัวถูกผิด เพราะมันแค่สิ่งที่กำลังจะผ่านไป ถ้ามันถูกมันจะเติมความรู้สึกที่ดีกับใจคุณ คุณจะรู้สึกว่าคุณได้มันแต่แท้จริงแล้วมันเพิ่งจะผ่านไปเสียแล้ว หากผิดคุณก็รู้สึกเสียใจจากอดีตที่เพิ่งจะผ่านไปเหมื่อนกัน แต่สิ่งที่ยังค้างคานั้นยังอยู่ ให้คุณรู้สึุกถึงเวลาแห่งปัจจุบันให้ชัดเจนแล้วคุณจะอยู่กับปัจจุบัน คะแนนหรือสิ่งที่คุณทำให้คุณรู้สึกว่าได้มันมาแต่แท้จริงแล้ว มันเพิ่งจะผ่านไปเสียแล้ว เพราะจิตรใจเราถูกสอนมาให้ยึดติดกับสิ่งต่างๆ เพราะว่าเราอยากที่จะได้มาก และพยายามหาอะไรมาเติมเต็มให้กับชีวิต แต่ก็ไม่เคยทีจะพอเสียที
posted on 14 Feb 2009 19:30 by javawork in tamma
หากเราปลดตัวเองออกจากกาลเว
ลาย่อมพบพลังอันพิเศษที่ทุกๆ คนมีแต่ไม่เคยได้ใช้มันเลยมันคือความรู้สึกอันชัดเจนการรู้สึกตัวขณะทำอะไรอย่างเต็มที่คือการใช้ชีวิตอย่างรู้สึกตัว เพราะคุณหลงยึดติดกับอดีตที่สร้างให้คุณเป็นคุณ
คุณถูกอนาคตบีบให้ต้องทำอะไรๆ แต่คุณลืมไปว่าคุณมีแค่เวลานี้วินาทีนี้ที่คุณมีเท่านั้นคุณไม่ได้มีเวลาอื่นเลย เราเหมื่อนตกอยู่ ในสภาพละครอะไรสักอย่างที่ยังไงก็ต้องขับเคลื่อนไปตามเวลาแต่ความจริงแล้วเรามีแค่เวลาเดียว คือเวลานี้เดี๋ยวนี้เท่านั้นเวลาในอนาคตก็ยังไม่ใช่เวลานี้ และเวลานี้เีดี็๋๋ยวนี้ก็กำลังผ่านไป ผ่านไป อะไรก็ตามที่ทำให้เรารู้สึกไม่พอนั้นเองที่ผลักดันความทุกข์ เราพยายามที่จะเติมเต็มชีวิตในแบบต่างๆ ทั้งที่ไม่สามารถที่จะเป็นอย่างนั้นอย่างมั่นคง
เราไม่สามารถที่จะอยู่กับสิ่งนั้นได้ เพียงแต่สิ่งที่เรากำลังสัมผัสนั้นทำให้เราได้รู้สึก ว่าเราได้มันมา แต่แท้จริงแล้วมันกลายเป็นอดีตที่ผ่านไปเสียแล้ว ทั้งที่มันเพิ่งผ่านไป หากเป็นอดีตอันแสนหวานก็คงไม่เป็นไร แต่หากเป็นเรื่องไม่ดี
ก็ทำร้ายสุขภาพใจ ทั้งที่เรื่องผ่านไปแล้วไม่สามารถแก้ไข อะไรได้เลย แต่มันสร้างความรู้สึกไม่ดีให้กับคุณเสียแล้ว
ให้คุณจำไว้ว่าคุณไม่ได้มีเวลาอื่นๆ เลยทั้งอดีตและอนาคต ให้คุณรู้สึกเท่าที่จำเป็นพอ ให้คุณอยู่กับปัจจุับันให้ชัดเจน
ที่สุดเท่าที่จะรู้สึกได้แล้วคุณจะรู้สึกได้ ถึงพลังที่คุณมีคุณมีแค่ตอนนี้เดี๋ยวนี้จริงๆ เท่านั้น จงทำมัน ........
posted on 12 Feb 2009 22:35 by javawork in tamma
ปกติเรามักคิดว่าเราต้องเดาคำตอบเพราะว่าเราไม่รู้ว่าคำตอบคืออะไร
อันที่จริงแล้วสมองเรารู้คำตอบนั้นแล้วต่างหาก เพียงแต่เราไม่รู้ว่าเรารู้!
ข้อสรุปนี้มาจากการวิจัยในมหาวิทยาลัย Northwestern University
ซึ่งแยกกลุ่มทดลองเป็นสองกลุ่ม
โดยกลุ่มแรกได้รับคำชี้แจงให้ดูภาพและจดจำเอาไว้
ส่วนกลุ่มที่สองมีการเปิดภาพชุดเดียวกันให้ดู
แต่ได้รับคำชี้แจงให้จดจำตัวเลขที่ผู้วิจัยบอก
แล้วต้องตอบให้ถูกว่าเป็นเลขคู่หรือคี่
หลังจากนั้นทั้งสองกลุ่มจะถูกทดสอบความจำด้วยภาพที่ได้ฉายไปแล้ว
ผลปรากฎว่ากลุ่มที่สองซึ่งถูกดึงความสนใจจากการดูภาพอยู่ตลอดเวลาสามารถจำ
ภาพได้ถูกต้องแม่นยำกว่ากลุ่มแรกที่เพ่งสมาธิกับการจดจำภาพ
และเป็นที่น่าแปลกใจยิ่งกว่าที่กลุ่มที่สองซึ่งอ้างว่าเดาเอาเพราะรู้สึก
คุ้นๆกับภาพเป็นพวกที่จดจำภาพได้มากที่สุดจากการทดสอบ
นอกจากนี้ยังมีการยืนยันโดยการตรวจวัดคลื่นสมองด้วย
พบว่าหลังจากที่ผู้เข้าร่วมทดลองเห็นภาพที่ได้เห็นไปแล้วประมาณ 0.25
วินาที จะมีคลื่นสัญญาณของความคิดในระดับจิตใต้สำนึกส่งออกมาจากสมอง
ศาสตราจารย์ K. Paller ผู้ร่วมวิจัยในงานนี้ยังสรุปไว้ด้วยว่า
“ที่จริงเราใช้ความคิดระดับจิตใต้สำนึกนี้ในชีวิตปกติประจำวันทั่วไป
โดยเฉพาะการตัดสินใจแก้ปัญหา ทำข้อสอบหรือแม้กระทั่งการเลือกซื้อสินค้า”
คราวนี้บทความเก่าของเรามีเหตผลแล้วละนะ เพราะเราเคยบอกแล้วว่าใช้ใจ ใจมันรู้ ผมก็บอกแล้วว่าสมาธิ
ทำให้รู้โดนไม่ต้องคิดอะไรเลย แต่ก็ไม่รู้จะยกเหตผลอะไรมาอ้างอะนะ ว่าสิ่งที่ใจรู้มันจริงไม่จริงยังไง แต่วันนี้ก็
มีแล้วละนะ อิอิ : )
http://jusci.net/node/893
http://www.livescience.com/health/090208-gut-instincts.html
posted on 10 Feb 2009 08:11 by javawork in tamma
มุมมองที่ถูกต้องอาจไม่ได้มาจากตัวเรา การมองจากตัวเราอาจผิดพลาดเพราะอาจจะเชื่อในต้วเรา
เกินไป การมองจากใจจริงที่เป็นกลางมองได้ความรู้สึกไม่รักไม่เกลียด แล้วมุมมองจะกว้างขึ้น สามารถที่
จะมองเห็นอะไรได้เยอะ หากเรามองกว้างจริงๆ แล้วจะพบว่าบางเรื่องมันเกี่ยวโยงกัน หากคนที่เรารู้จัก
รู้จักคนที่เรากำลังรู้จัก แต่เราไม่รู้ว่าเขารู้กจักกัน ก็มีความเป็นไปได้ใช่มั้ยละครับ ที่เขาอาจจะไม่รู้จักหรือรู้จักกัน
การวิเคราะห์จากมุมที่กว้างย่อมเห็นว่าสิ่งต่างๆ ไม่ได้เป็นอย่างที่เห็นในมุมมองของเรา และอย่าได้ปักใจเชื่ออะไรง่ายๆ จนกว่าจะได้พิสูจน์ความจริง เหมื่อนงานที่จะทำได้ก็ต้องมีสัญญา หรือไม่ก็มัดจำ หากไม่มีก็คงต้องเป็นคนที่
เรารู้จักกันมายาวนานไว้เนื้อเชื่อใจกัน ก็ไม่จำเป็นว่าต้องทำเสมอไป หรอก หากงานและผลตอบแทนไม่สมเหตผล
มุมมองที่มองเห็นอาจไม่ใช่สิ่งที่เป็นจริง ในด้านธุรกิจยิ่งต้องระวังเป็นอย่างมาก คำพูดที่มีการกล่าวอาจไม่เป็นจริง
หรืออาจเป็นจริง ฟังแต่ไม่ต้องเชื่อ ไม่เสียหายอะไรหรอกที่ยังไม่เชื่อ หากเชื่อแล้วมันผิดพลาด อาจเป็นความผิดพลาดอันยิ่งใหญ่ก็ได้ ให้มองเหมื่อนกับว่าเรามีสองคน เรากำลังมองตัวเราอีกคนหนึ่งกำลัง อยู่ในบทละครชีวิต
เราจะเห็นความจริง ซึ่งเราอาจทำผิดหรือถูก ให้เราตัดสินอย่างเที่ยงธรรมว่าสิ่งที่อีกตัวเรานั้นทำผิดก็ยอมรับความจริง ว่าเป็นอย่างไร หากมองเราเป็นตัวละครแล้วละก็จะเห็นความจริงหลายๆ อย่างจะเห็นว่ากำลังโดนทำอะไร
จากใคร จินตนาการคุณจะกว้างขึ้น มองในสิ่งที่มองไม่เห็น เพราะบางอย่างมันสัมพันธ์ กันอยู่เพียงแต่เราอยู่ในมุมที่มองไม่เห็นเอง ครับ ( ผมมองเห็นแล้วในสิ่งต่างๆ เพียงแต่ไม่พูด แต่ได้แสดงออกอ้อมๆ หรือไม่ก็ตรงๆ เลย )
edit @ 10 Feb 2009 20:08:04 by Chatcharin